แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความยาวต้นฉบับ แสดงบทความทั้งหมด
แสดงบทความที่มีป้ายกำกับ ความยาวต้นฉบับ แสดงบทความทั้งหมด

วันจันทร์ที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

ไอเดียเริ่มเรื่อง (2) ตัวละคร

ยังคงอยู่ในเรื่องนี้นะครับ
การสร้างไอเดียเพื่อเริ่มนิยายเรื่องใหม่
บล็อกนี้เป็นหัวข้อที่ 2 หลังจากคุยเรื่องสถานที่และบรรยากาศไปแล้ว

ย้ำอีกรอบ (จากบล็อกข้างบน) คือ ในขั้นนี้เราคุยกันแค่การสร้างไอเดียเพื่อเริ่มต้นนิยายเรื่องใหม่ เวลาเราพูดถึงตัวละคร ไม่ได้หมายความว่า เราต้องสร้างตัวละครทั้งหมดทุกคนออกมาอย่างละเอียดในขั้นนี้นะครับ

ในขั้นนี้เราจะดูแค่ว่า ตอนคิดสร้างไอเดียนิยายเรื่องใหม่เนี่ย การคิดเกี่ยวกับตัวละครจะมาช่วยเราได้อย่างไรบ้าง

ที่จริง ถัดจากสถานที่และบรรยากาศซึ่งเห็นภาพได้ง่ายและชัดเจนที่สุดแล้ว หัวข้อที่ 2 ตัวละคร กับหัวข้อที่ 3 เหตุการณ์ มีระดับความง่ายในการคิดใกล้เคียงกันครับ ใครถนัดอันไหนมากกว่าก็จะรู้สึกว่าเริ่มคิดจากตรงนั้นง่ายกว่า ไม่จำเป็นต้องเรียงลำดับจากตัวละครก่อนแล้วไปหาเหตุการณ์เสมอไป

ส่วนตัวคุณพีทชอบขลุกอยู่กับตัวละครมากกว่าด้วย แล้วก็อีกเหตุผลหนึ่งที่เลือกคุยเรื่องนี้ก่อนก็คือ ในทุกเหตุการณ์จะต้องมีตัวละครเข้ามาเกี่ยวข้อง พอตอนคิดไอเดียเหตุการณ์ เราก็ต้องย้อนกลับมาถามว่า "ใคร" อยู่ในเหตุการณ์นั้นอยู่ดี ก็เลยคิดว่าคุยตัวละครก่อนแล้วกัน (แต่เวลาคิด จะคิดอันไหนก่อนก็ได้ครับ)

ตัวละครช่วยในการสร้างไอเดียนิยายอย่างมาก (ถึงมากที่สุด) เพราะนิยายคือเรื่องราวของตัวละคร

ถ้าไม่มีตัวละคร ก็ไม่มีนิยาย ไม่มีเหตุการณ์ ไม่มีเรื่องราว และ... ไม่มีนิยาย

ตัวละครมีความสัมพันธ์กับเหตุการณ์ในสองแง่มุมหลักๆ คือ (1) เป็นผู้กระทำหรือก่อให้เกิดเหตุการณ์ และ (2) เป็นผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ (ไม่ว่าจะตัวเองทำหรือคนอื่นทำ)

ในขั้นของการสร้างไอเดียสำหรับนิยายเรื่องใหม่ คำถามแรกสุดที่ช่วยในการคิดก็คือ เราอยากจะเล่าเรื่องของใคร?

เช่น เราอยากจะเล่าเรื่องของหญิงสาวที่แก่นแก้ว แสนซน กล้าหาญ ไม่ยอมลงให้ใคร แต่ลึกๆ ในใจหวาดกลัวผีเป็นที่สุด!

หรือเรื่องของชายหนุ่มผู้อ่อนโยนเสียจนอ่อนนุ่ม ถูกคนอื่นมองว่าเป็นตุ๊ด ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาชอบผู้หญิง แต่ผู้หญิงกลับเห็นเขาเป็นแค่ "เพื่อนสาว" เสียนี่

หรือเรื่องของหญิงชราที่เคยมีฐานะสูงส่ง แต่ต้องสูญเสียทุกอย่างในชีวิต และต้องต่อสู้ชีวิตทั้งที่ร่างกายไม่เอื้ออำนวยแล้ว

จะเห็นว่าไม่ว่าจะเป็นนิยายแนวไหน ก็สามารถใช้ตัวละครเป็นจุดเริ่มต้นในการสร้างไอเดียได้ทั้งนั้นครับ ไม่ว่าจะเป็นแนวรัก แนวตลกขบขัน แนวแอคชั่นตื่นเต้น แนวลึกลับสยองขวัญ แนวสืบสวน หรือแนวชีวิตหนักๆ

ในขั้นนี้เราไม่จำเป็นต้องคิดและเค้นเอาข้อมูลทุกอย่างของตัวละครออกมาให้ครบทุกด้าน แค่พอให้เห็นจุดสำคัญๆ ที่ช่วยให้เราสร้างไอเดียต่อได้ก็พอ หาจุดเด่นๆ ที่เราอยากเขียน แล้วคิดต่อไปถึงเหตุการณ์หรือเรื่องราวที่เกี่ยวข้องกับจุดเด่นนั้น พอเราิคิดไปถึงเหตุการณ์หรือเรื่องราวแล้ว มันก็มักจะมาช่วยเราให้คิดต่อได้ว่า ตัวละครต้องมีข้อมูลเพิ่มเติมอย่างไร เรื่องถึงจะเกิดขึ้นแบบที่เราต้องการ

จากตัวอย่างหญิงสาวแก่นแก้วกล้าหาญแต่กลัวผี สมมุติว่าคิดต่อไปที่เหตุการณ์ให้เกี่ยวข้องหรือใช้ประโยชน์จากลักษณะของตัวละคร เธอก็อาจจะโดนท้าทายให้เข้าไปพิสูจน์ความลึกลับของบ้านผีสิงที่เล่าลือกัน ทีนี้เราก็คิดต่อได้หลายทางเลย แล้วแต่ว่าเราจะชอบทางไหน

เช่น ถ้าเป็นแนวตลกขบขัน บางทีบ้านนั้นอาจจะไม่มีผีเลยสักนิด แต่หญิงสาวจะหลุดแสดงอาการปอดแหกออกมาให้เพื่อนเห็น ทั้งที่พยายามปกปิดอย่างที่สุด

แต่ถ้าเป็นแนวลึกลับสยองขวัญ บ้านนั้นคงต้องมีผีจริงๆ แล้วล่ะ  แล้วพอมีเหตุการณ์ลึกลับเกิดขึ้นในบ้าน หญิงสาวผู้นั้นจะมีปฏิกิริยาอย่างไร จะพ่ายแพ้ต่อการท้าทายหนีไปก่อน หรือจะสติแตกประสาทผวา หรือจะรวบรวมความกล้าหาคำตอบอะไรบางอย่างได้สำเร็จ

เวลาเราคิดถึงตัวละครและสิ่งที่ตัวละครต้องเจอหรือต้องทำ บางทีก็จะทำให้เรามองเห็นว่าต้องมีตัวละครอื่นๆ เพิ่มเข้ามา เพื่อช่วยเติมเต็มเหตุการณ์หรือเรื่องราว ไม่งั้นเรื่องมันก็เกิดขึ้นไม่ได้

อย่างในตัวอย่างข้างต้น เมื่อมีคนถูกท้า ก็ต้องมีคนท้า แล้วคนท้าจะเป็นใคร สำคัญแค่ไหน เกี่ยวข้องกับหญิงสาวอย่างไร ทำไมเธอถึงต้องให้ความสำคัญกับการท้าทายนี้ ทำไมถึงเลี่ยงไม่ได้ คนท้าอาจจะเป็นชายหนุ่มที่เธอแอบชอบ หรืออาจจะเป็นชายหนุ่มที่แอบชอบเธอแต่เธอไม่ชอบ หรืออาจจะเป็นหญิงสาวอีกคนที่เป็นคู่แค้นกันมานาน หรืออาจจะเป็นญาติผู้ใหญ่

พอเราคิดนู่นนี่นั่นไปเรื่อยๆ เราก็จะเริ่มเกิดไอเดียว่า ในนิยายของเรามันอาจจะมีเรื่องราวหรือเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นได้บ้าง บางทีคิดไปแล้วไม่ถูกใจ เราก็อาจจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่นได้ ในขั้นนี้เรายังเปลี่ยนได้หมด ไม่ว่าจะเป็นตัวละคร เหตุการณ์ หรือเรื่องราวครับ

ส่วนของคุณพีทเอง เริ่มต้นคิดจากตัวละครคนเดียวครับ เนื่องจากเป็นแนวแฟนตาซีผจญภัย และคุณพีทอยากให้ตัวละครค้นพบโลกแฟนตาซีนี้ไปพร้อมๆ กันคนอ่าน ดังนั้นพระเอกจึงไม่ได้เติบโตขึ้นมาในเมืองที่เป็นสถานที่หลักของเรื่อง แต่จำเป็นต้องย้ายเข้ามาอยู่ในเมือง

แล้วทำไมต้องย้ายมาเมืองนี้ล่ะ? ก็ต้องหาเหตุผลให้พระเอก พอเริ่มหาเหตุผล ก็ต้องค่อยๆ ชวนตัวละครคนอื่นๆ เข้ามาร่วมวงกัน ไม่งั้นเดี๋ยวพระเอกจะลอยตุ๊บป่องๆ อยู่คนเดียวในเรื่อง

คุณพีทนั่งคิดนอนคิดมาหลายวัน จากตัวละคร ไปเหตุการณ์ แล้วกลับมาตัวละคร แล้วไปเหตุการณ์อีก ตอนนี้นับคร่าวๆ ได้ตัวละครสำคัญๆ มาหลายคนแล้วครับ ยังไม่ได้แยกแยะชัดเจนว่าใครบ้างจะเป็นตัวละครหลัก ใครจะเป็นตัวละครรอง และใครจะเป็นตัวประกอบ เพราะมันขึ้นอยู่กับเหตุการณ์และเรื่องราว ว่าใครจะมีบทบาทสำคัญแค่ไหนในเรื่อง

เท่าที่ค้นพบคร่าวๆ ตอนนี้มีพระเอก (หนึ่งคน) ผู้ช่วยพระเอก (หนึ่งคน) ผู้อาวุโสที่ปรึกษาของพระเอก (หนึ่งคน) แล้วก็มีพ่อของพระเอก (หนึ่งคน) แม่ของพระเอก (หนึ่งคน) และคนทำงานในบ้านอีกจำนวนหนึ่ง อันนี้ฝั่งพระเอก

(เนื่องจากเรื่องนี้ไม่ใช่แนวรัก เลยไม่มีพระเอกคนที่สองนะครับ มีคนเดียวพอแล้ว)

แล้วก็ต้องมีฝั่งอุปสรรค ต้องมีคนที่คอยสร้างอุปสรรคให้พระเอก (หนึ่งคน) ต้องมีคู่แข่งพระเอก (หนึ่งคน ไม่งั้นพระเอกจะสบายไป) และกำลังคิดว่าอาจจะมีตัวละครในระดับเดียวกันกับพระเอกและคู่แข่ง ที่เป็นชนวนให้เกิดการแข่งขันขึ้น แต่ไม่ใช่เพื่อนพระเอกเสียทีเดียว เป็นคนเพิ่มความยุ่งยากเสียมากกว่า (หนึ่งคน) และในบรรดาอุปสรรคเหล่านี้ ก็ต้องมีลูกน้องหรือผู้รับใช้อีกจำนวนหนึ่ง

เนื่องจากนิยายเรื่องนี้จะไม่ยาวมาก ประมาณ 120 หน้า เรื่องราวคงไม่ซับซ้อนมาก คุณพีทเลยคิดว่าเริ่มต้นจากแค่นี้ก่อน น่าจะเพียงพอสำหรับบทบาทหลักๆ ที่ทำให้เกิดการผจญภัยขึ้นได้ และทำให้มีอุปสรรคในการผจญภัยด้วย

ส่วน "ภัย" ที่ต้องผจญนั้น จะเป็นอะไร ยากง่ายแค่ไหน ต้องมี "ผู้ร้าย" หรือเปล่า คุณพีทขอเวลาคิดเหตุการณ์กับเรื่องราวก่อนนะครับ ตอนนี้ยังไม่รู้เลยจริงๆ นะเนี่ย

วันจันทร์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2556

จะเริ่มต้นเขียนนิยายเรื่องใหม่ ต้องคิดอะไรบ้างนะ?

วางมือจากการเขียนมาเป็นปี (ลืมไปแล้วว่านานเท่าไหร่กันแน่ เอาไว้ค่อยลองนับดูนะครับ) พอนึกว่าจะเริ่มต้นเขียนนิยายเรื่องใหม่ ก็เล่นเอานั่งอึ้งเหมือนกันนะครับ ว่ามันต้องเริ่มตรงไหนกันนะ?

ตั้งแต่วันที่พี่ฟีชวนเขียนนิยายร่วมกิจกรรมแรลลี่ของเว็บฟอร์ไรท์เตอร์ นับถึงวันนี้ได้ห้าวัน คุณพีทก็นั่งคิดนอนคิดมาเรื่อยๆ (บางทีก็มียืนคิดและเดินคิดบ้าง) ถึงวันนี้ก็ยังไม่เป็นรูปเป็นร่างเลย ยังว่างเปล่าอย่างรุนแรง เลยคิดว่าลองมานั่งสงบสติอารมณ์ดูใหม่ แล้วเรียบเรียงดูว่า จะเริ่มต้นนิยายเรื่องใหม่นี่ มันต้องคิดอะไรกันบ้างนะ

1. อันแรกเลย พิจารณากรอบหรือข้อกำหนดก่อนดีกว่า ว่ามันมีอะไรช่วยขีดวงให้มันคิดได้ง่ายขึ้นบ้าง (หรือมีอะไรที่จำเป็นต้องจำกัดการคิดของเราบ้าง)

ถ้าเป็นงานที่มีโจทย์มาให้แล้ว (เช่น เขียนตามใบสั่ง) ขั้นนี้ก็คือการหยิบใบสั่งมาพิจารณา ว่าเราต้องผลิตผลงานตามเกณฑ์อย่างไรบ้าง เช่น แนวเรื่อง พล็อต ความยาว จิปาถะ เพราะถ้าไม่ตีกรอบให้ดีๆ คิดไปคิดมาหลุดออกไปนอกกรอบ เดี๋ยวส่งงานไม่ผ่านล่ะแย่เลย

ถ้าเป็นงานที่ไม่มีโจทย์ให้มา ขั้นนี้ก็ต้องมาดูข้อกำหนดแวดล้อมต่างๆ เช่น ถ้าจะเขียนส่งสำนักพิมพ์ จะมีข้อกำหนดเรื่องความยาวหรือเปล่า (บางสำนักพิมพ์ตีพิมพ์เรื่องขนาดยาว บางแห่งตีพิมพ์เรื่องขนาดสั้น ถ้าเราเขียนในขนาดที่ไม่มีใครสามารถพิมพ์ได้ เช่น สั้นเกินไป ยาวเกินไป มันก็ส่งผ่านยาก) จะมีข้อกำหนดด้านแนวเรื่องหรือเปล่า (บางสำนักพิมพ์รับต้นฉบับเฉพาะบางแนว ถ้าเราอยากส่งงานที่นั่น ก็ต้องเขียนในแนวที่เขารับ ไม่งั้นก็ต้องไปส่งที่อื่น) เป็นต้น

กรณีของคุณพีทรอบนี้ เนื่องจากจะเขียนเข้าร่วมกิจกรรมแรลลี่ มีข้อกำหนดแรกคือความยาวต้นฉบับ ต้องไม่ต่ำกว่า 120 หน้าเอสี่ เทียบกับที่คุณพีทเคยเขียนมาก็ถือว่าไม่เยอะ พอเขียนได้ และพอจะกะจังหวะเรื่องราวได้

ข้อกำหนดที่สองคือระยะเวลา แรลลี่ครั้งต่อไปจะเริ่มเดือนกันยายน จบเดือนพฤศจิกายน มีเวลาสามเดือน หรือ 91 วัน ในช่วงสามเดือนนี้คุณพีทจะอยู่ระหว่างร่อนเร่พเนจรเสียหนึ่งเดือน เหลือแค่สองเดือนที่จะลงมือเขียนได้จริงๆ คิดเป็น 8 สัปดาห์ ในแต่ละสัปดาห์คุณพีทสามารถทำงานเขียนได้อย่างมากที่สุด 5 วัน แปลว่าคุณพีทมีเวลาทำงานจริงประมาณ 40 วัน สำหรับนิยายความยาว 120 หน้า

นับจากวันนี้ถึงวันเริ่มเขียน คุณพีทจะมีเวลาประมาณสองเดือนครึ่ง แต่เป็นสองเดือนครึ่งที่ต้องวิ่งไปวิ่งมามิใช่น้อย ถ้าจะหยิบเอาเรื่องชุดที่เขียนค้างไว้มาต่อ (ชุดภูตกระซิบสื่อรัก) เวลาแค่นี้ไม่พอแน่ เพราะต้องรื้อฟื้นกันนาน รายละเอียดของหกเล่มที่ผ่านมารวมแล้วแปดเก้าร้อยหน้า คำนวณดูแล้ว เปิดเรื่องใหม่เลยน่าจะง่ายกว่า (เปิดอีกแล้ว เปิดเยอะๆ แล้วเมื่อไหร่จะปิดจนครบเนี่ย?)

สรุป เปิดเรื่องใหม่ ความยาว 120 หน้า เวลาเขียนจริงไม่เกิน 40 วัน

2. พอรู้กรอบชัดเจนแล้ว ก็มาเริ่มคิดส่วนของนิยายจริงๆ ส่วนแรกสุดที่น่าจะคิดถึงคือ แนวเรื่อง

แนวเรื่อง เป็นคำกว้างๆ จริงๆ แล้วไม่มีสูตรหรือกฎเกณฑ์ตายตัว ว่านิยายในโลกนี้จะมีกี่แนว มีแนวไหนบ้าง นิยายบางเรื่องอาจจะมีส่วนประกอบของหลายแนวผสมกันก็ได้ เช่น แนวรักผสมกับผจญภัย แนวเหนือธรรมชาติผสมกับสืบสวน แต่ละประเทศ แต่ละวงการ ก็มีการแบ่งแนวเรื่องต่างกันไป ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการใช้งานเสียมากกว่าตั้งใจจะให้มันถูกต้องตรงเป๊ะตามหลักวิชาการ เช่น ร้านหนังสือก็จะแบ่งแนวเรื่องตามความสนใจของกลุ่มลูกค้า ร้านหนังสือต่างประเภทก็จะแบ่งแนวเรื่องต่างๆ กัน เช่น บางร้านรวมนิยายไว้ด้วยกันหมดเลย ไปเปิดดูเอาเองแล้วกันว่าเรื่องไหนแนวไหน บางร้านจะแยกหมวดให้ตามความสนใจเรียบร้อย ร้านที่แบ่งหมวดก็ยังแบ่งไม่เหมือนกันอีก บางร้านแยกนิยายวิทยาศาสตร์ออกจากแฟนตาซี บางร้านรวมไว้ด้วยกัน รวมถึงพวกเหนือธรรมชาติที่ไม่ใช่ทั้งวิทยาศาสตร์ทั้งแฟนตาซี หรือบางทีรวมกระทั่งแนวสยองขวัญด้วย

ถ้ากรอบในขั้นที่ 1 ข้างบนรวมถึงแนวเรื่องด้วย ขั้นนี้ก็ถือว่าเรียบร้อยไปไม่ต้องเลือกเอง คนเขียนก็เพียงแต่ทำความเข้าใจให้ชัดเจน (ตั้งแต่ในขั้นที่ 1) ว่าแนวเรื่องที่ใบสั่งกำหนดมานั้นคืออย่างไร กินความแค่ไหน ถ้าไม่แน่ใจก็ควรคุยกับผู้สั่งให้เข้าใจตรงกัน เพราะถ้าเขียนไปแล้วต้องกลับมารื้อจะเสียเวลามาก หรือในกรณีที่เขียนส่งสำนักพิมพ์ที่รับงานเฉพาะแนว คนเขียนก็ต้องศึกษาให้ชัดเจนว่าแนวที่เขารับคือแนวไหน อาจจะดูจากเว็บของสำนักพิมพ์หน้าที่ประกาศรับต้นฉบับ ติดต่อสอบถามโดยตรง หรือดูจากนิยายที่สำนักพิมพ์จัดพิมพ์ออกมาขายแล้ว

ถ้าไม่มีกรอบในด้านแนวเรื่อง คนเขียนก็ต้องเลือกแนวที่ต้องการจะเขียนเอง โดยปกติแล้วคนเราอ่านหนังสือหรือนิยายได้หลายแนว ในทำนองเดียวกัน คนเขียนแต่ละคนก็มักจะอยากเขียนหรือสามารถเขียนได้หลายแนวเหมือนกัน บางคนอาจจะเขียนแนวที่แตกต่างกันมาก เช่น รักโรแมนติก ลึกลับสยองขวัญ ในขณะที่บางคนอาจจะเขียนแนวที่มีส่วนเกี่ยวข้องคล้ายคลึงกัน เช่น รักโรแมนติก รักตลกเบาสมอง รักรัญจวนอิโรติก ในขั้นนี้คนเขียนต้องหาให้เจอว่ากำลังจะเขียนแนวไหน เพราะมันจะเป็นจุดเริ่มในการคิดขั้นต่อๆ ไป

แล้วเราจะเลือกแนวจากไหน? ด้วยเกณฑ์อะไร? ด้วยความชอบ หรือด้วยความเหมาะสม?

ถ้าเราเลือกเขียนแนวที่เราชอบ ที่เราอยากเขียน เราก็จะสนุกไปกับมัน มีความสุขกับการเขียน และตื่นเต้นไปกับเรื่องราว ทำให้เราขยัน รู้สึกอยากเขียนทุกวัน สามารถเขียนได้ต่อเนื่องจนจบ ไม่เบื่อหรือท้อไปเสียก่อน

โดยทั่วไปแล้ว ไม่ว่าแนวไหนก็จะมีคนสนใจอ่านอยู่จำนวนหนึ่ง มากบ้างน้อยบ้างตามความนิยม ในบางกรณีเช่นการเขียนเพื่อส่งสำนักพิมพ์ อาจจะต้องคำนึงถึงปัจจัยด้านความนิยมเข้ามาประกอบ เพราะสำนักพิมพ์เขาต้องลงทุนสูง ถ้าเป็นแนวเรื่องที่ดูแล้วขายยาก เขาก็คงไม่กล้าเสี่ยงกับงานของเราไม่ว่าคุณภาพงานจะดีขนาดไหน แต่ถ้าเป็นกรณีที่เราเขียนเพื่อแบ่งปันกันอ่านในหมู่เพื่อนฝูง หรือเขียนเพื่อขายเองไม่ว่าจะเป็นรูปเล่มหรืออีบุ๊ก เราก็มีอิสระมากขึ้น สามารถเลือกแนวที่อาจจะไม่ได้นิยมกันมาก แต่ตรงกับความชอบของเรามากกว่า ทำให้เราสร้างงานได้ถูกใจมากกว่าด้วย

ถ้าเป็นแนวที่ชอบและอยากเขียน แต่ไม่เคยเขียนล่ะ จะเลือกได้ไหม? ได้สิครับ ทุกคนต้องมีครั้งแรกกันทั้งนั้น นิยายเรื่องแรกของทุกคนก็เป็นแนวที่ไม่เคยเขียน เพราะเราไม่เคยเขียนนิยายมาก่อนสักเรื่องเลยนี่นา ถ้าเราชอบและสนุกกับมัน เราก็จะสามารถเขียนมันออกมาได้ในแบบของเราแน่นอน

ถ้าเป็นแนวที่อยากลองเขียน แต่ปกติแล้วไม่ค่อยชอบอ่านล่ะ จะเลือกได้ไหม? ก็ได้นะครับ แต่ก็ต้องสังเกตตัวเองนิดนึงว่า เราไม่ค่อยชอบอ่านแนวนี้ แล้วทำไมถึงอยากจะเขียนแนวนี้ล่ะ? เพราะมันท้าทาย อยากรู้ว่าตัวเองจะเขียนได้ไหม หรือเพราะมันขายดี ก็เลยอยากเขียนบ้าง หรือเพราะอยากหัด หรือเพราะอยากนึกสนุก  หาเหตุผลของตัวเองให้เจอ จะได้รู้ว่าเมื่อเราเลือกแนวนี้ (ที่อยากเขียนแต่ไม่ค่อยชอบอ่าน) แล้วเราอาจจะต้องระมัดระวังตรงไหนบ้าง หรือจะต้องเพิ่มพูดความรู้ให้กับตัวเองในแนวนี้อย่างไรบ้าง แค่ไหนถึงจะพอให้เราเขียนได้จนจบ และเขียนได้ดี

กรณีของคุณพีทรอบนี้ นั่งคิดนอนคิด (และยืนคิดเดินคิด) มาหลายวัน ตัดสินใจว่าอยากจะลองเขียนแนวแฟนตาซีผจญภัยที่ไม่ใช่แนวรักดูครับ

หนักหนานะเนี่ย

ตั้งแต่เขียนนิยายมา คุณพีทเขียนแนวรักมาตลอด อาจจะเป็นโรแมนติกคอมเมดี้ หรือแนวรักปนเศร้า หรือกระทั่งรักร้อนแรงรัญจวนชวนหวิว แต่ก็รักนั่นแหละ (และเป็นแนวชายรักชายเสียส่วนใหญ่ ยกเว้นเรื่องเดียวที่รักกันนุงนังไปหมด) เมื่อเร็วๆ นี้นึกอยากเขียนแนวแฟนตาซี หรือผจญภัย หรือเหนือธรรมชาติ ที่ไม่ได้เน้นเรื่องรักดูบ้าง แต่ก็แค่นึกอยาก ลองคิดเรื่องราวดูเล่นๆ แล้วก็เปลี่ยนหาไอเดียใหม่ไปเรื่อยๆ ไม่ได้เอาจริงเอาจังกับมัน พอพี่ฟีชวนเขียนแรลลี่ และจากขั้นที่ 1 สรุปว่าจะเปิดเรื่องใหม่ ก็เลยคิดว่า งั้นก็เอาแนวนี้แหละที่กำลังอยากเขียนพอดี

ปัญหาที่สำคัญมากๆ ของคุณพีทสำหรับแนวนี้ก็คือ... เมื่อก่อนคุณพีทเคยชอบแนวนี้มากนะครับ ทั้งในรูปแบบหนังสือนิยาย (ส่วนใหญ่อ่านภาษาอังกฤษ) และทีวีซีรี่ส์ แต่พอมาหลังๆ นี่ อ่านหนังสือแนวนี้แล้วรู้สึกเบื่อๆ เหมือนมันคล้ายๆ กันไปหมด เนื้อเรื่องไม่เหมือนกันก็จริง แต่อารมณ์มันประมาณเดียวกันจนความรู้สึกมันเหมือนเดิม มันไม่ตื่นเต้นเหมือนแต่ก่อน ส่วนทีวีซีรี่ส์ ถ้าได้ดูก็ยังชอบอยู่นะครับ แต่ก็ไม่ได้ดูบ่อย (คุณพีทไม่ค่อยดูทีวี) แล้วล่าสุดก็ไม่ได้ดูแนวนี้ต่อเนื่องมานานทีเดียว

ก็เลยเป็นแนวที่อยากเขียน แต่ไม่ใช่แนวถนัดเลยโดยสิ้นเชิง

เอาล่ะสิ แล้ว 120 หน้าในเวลา 40 วัน มันจะไหวไหม?

ปลอบตัวเองว่า มีเวลาอีกสองเดือนครึ่งในการเตรียมตัว แม้จะไม่ได้นั่งคิดทุกวัน วันละแปดชั่วโมง แต่ก็คงจะพอให้เราสร้างไอเดียอะไรได้บ้างล่ะน่า และอีกอย่างเราก็รู้ตัวล่วงหน้าแล้วว่าเป็นแนวที่ไม่คุ้นเคย เราก็สามารถเตรียมตัวเพื่อตอบรับปัญหานี้ได้แต่เนิ่นๆ

คุณพีทเป็นคนที่ต้องอ่านหนังสือทุกวันครับ อ่านทีละเล่มจนจบ แล้วขึ้นเล่มใหม่ ตอนนี้กำลังอ่านนิยายแนวโรแมนติกขนาดสั้นภาษาอังกฤษอยู่ เรื่องที่สามกำลังใกล้จะจบแล้ว บางทีจบเล่มนี้แล้วอาจจะต้องเปลี่ยนไปหยิบแนวแฟนตาซีผจญภัยมาอ่านบ้าง (จริงๆ ช่วงเดือนที่ผ่านมาก็อ่านไปเล่มนึงเหมือนกัน ถึงได้ฟื้นฟูความอยากขึ้นมาอีกรอบ) อย่างน้อยที่สุดจะได้เป็นการเรียกอารมณ์ (บิ๊วอารมณ์) ให้อยู่ในโหมดแฟนตาซีผจญภัย เวลาจะคิดจะเขียนอะไรจะได้ติดเครื่องได้ง่าย หัวเทียนไม่บอด ไม่ต้องเสียเวลาอุ่นเครื่องนาน

สรุปในขั้นนี้ว่า คุณพีทจะเขียนแนวแฟนตาซีผจญภัย ไม่เน้นความรัก และต้องทำการบ้านในการดึงอารมณ์ตัวเองไปอยู่ในโหมดแฟนตาซีผจญภัยด้วย

ดูเหมือนจะมีเรื่องต้องคิดอีกยาว วันนี้พอแค่นี้ก่อนนะครับ จะไปนอนนึกถึงหน้าพระเอกและตัวละครคนอื่นๆ ในเรื่องก่อน จะได้ทำความรู้จักคุ้นเคยกันไว้แต่เนิ่นๆ (ถือว่าเป็นขั้นคัดตัวนักแสดงนะเนี่ย)